ชื่อ Lambretta มาจากไหน

เอาล่ะครับ…! เชื่อว่าตอนนี้สาวกของ Lambretta น่าจะได้ชื่นใจกันบ้างแล้วกับการได้สัมผัสกับรถสกู๊ตเตอร์ระดับตำนานอย่างแลมเบรตต้าหลังจากที่รอกันมานานพอสมควร และจะได้เป็นเจ้าของอย่างเต็มตัวสักที ในด้านของประวัติ Lambretta นั้นมีประวัติที่ยาวนาน แม้กระทั่งชื่อก็ยังมีที่มาที่ไปว่าเป็นชื่อที่ได้มีการก่อตั้งมาจากตรงจุดไหน ก่อนที่จะเข้าเรื่องที่มานั้นผมขอเกริ่นก่อนว่ารุ่นที่เข้ามาในเมืองไทยนั้นจะมี แลมเบรตต้า v125 และ แลมเบรตต้า v200

ภาระกิจของสกู๊ตเตอร์

ก่อนที่จะไปดูเรื่องของชื่อนั้น ลองมาดูเจ้าตัว แลมเบรตต้า กันสักนิดว่ารถทรงแบบนี้จะเรียกว่ารถประเภทอะไรดี จากรูปทรงงของ แลมเบรตต้าแล้วถูกจัดอยู่ในกลุ่มของรถสกู๊ตเตอร์(Scooter หรือ Moto Scooter) วงล้อที่ใช้เป็นล้อเล็ก ภาระกิจตอนนั้นถูกนำมาใช้ในงานสงครามเป็นหลัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 บริษัทวิศวกรรมทางทหารขยายตัวอย่างมาก แต่พอเสร็จสิ้นสงครามแล้วบริษัทเหล่านั้นได้หันมาผลิตรถสกู๊ตเตอร์ แต่นั่นก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ จนมาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เองที่นิยมเอามาใช้ขนย้ายทหาร และหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงแล้ว รถสกู๊ตเตอร์เองก็ยังได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง เพราะด้วยความทนทานและที่สำคัญราคาถูก ในยุคนั้นรถสกู๊ตเตอร์มีขนาดเครื่องยนต์เพียง 98 ซีซี เท่านั้น จนได้มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆจนเป็น 125 ซีซี ขยับขึ้นมาเป็น 150 ซีซี และ 200 ซีซี นั่นก็เป็นประวัติคร่าวๆของการเกิดรถสกู๊ตเตอร์

แลมเบรตต้า

เอกลักษณ์เฉพาะตัว

สำหรับเอกลักษณ์ของแลมเบรตต้านั้นจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างไปจากสกู๊ตเตอร์ยี่ห้ออื่นๆ โดยเมื่อปี 1947 นั้นได้ผลิต แลมเบรตต้า M ออกมา ก่อนที่จะมาเปลี่ยนเป็น Model A โดยใช้ตัวถังเปิดทรงหลอด และไม่มีระบบการระบายอากาศที่ดีรวมไปถึงยังไม่มีระบบกันสะเทือนที่ดีนัก ทำให้ต้องอาศัยยางเป็นตัวช่วยซับแรงกระแทก จากนั้นไม่นานก็มาผลิต Lambretta B และนี่ก็คือต้นกำเนิดของการแข่งขันในตลาดสกู๊ตเตอร์ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด

lambretta ช่วงปี1947

การแข่งขันในตลาดกู๊ตเตอร์

ถึงแม้จะมีการแข่งขันในตลาดอย่างดุเดือด แลมเบรตต้าก็ยังยึดหลักของความเป็นเอกลักษณ์กับรูปทรงหลอดอยู่ แต่ในบางรุ่นก็จะมีการเปลี่ยนแปลงจากระบบขับเคลื่อนด้วยเพลามาเป็นการขับเคลื่อนด้วยโซ่ และติดตั้งระบบเกียร์ไว้ใกล้ๆ กับล้อหลัง และตลาดของสกู๊ตเตอร์ก็รุ่งเรืองอย่างมากในปี 1950 จนทำให้ราคาค่อยๆ ขยับขึ้นและตัวรถเองก็มีความหรูหรามากขึ้น แต่เมื่อมีจุดสูงสุดก็ต้องมีจุดต่ำสุดเมื่อปี 1960 ผู้ใช้รถสกู๊ตเตอร์นั้นมีเพียงกลุ่มเล็กๆ และกลายเป็นรถที่เก็บสะสม จนทำให้แลมเบรตต้าเองก็ไม่ได้ผลิตรถสกู๊ตเตอร์ออกมา ซึ่งรถที่มีวิ่งอยู่ก็จะเป็นรถในยุคแรกที่มีการขายต่อๆ กันมา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้แลมเบรตต้านั้นถูกลืม แต่กลับยิ่งทำให้แลมเบรตต้ามีความขลังมากขึ้น

1965-งานแสดงโชว์ lambretta

จนมาครั้งล่าสุดได้เห็นการกลับมาอีกครั้งของแลมเบรตต้า ในงาน EICMA ในปี 2017 ที่ประเทศอิตาลี ก่อนที่จะส่งมาถึงงาน Expo ปี 2018 ที่ประเทศไทย ที่ทำให้คนไทยได้เห็นและสัมผัสกันอีกครั้ง พร้อมกับการเปิดจองกันในงานทันที ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลามทีเดียว

lambretta ที่งาน motor expo 2018

สำหรับที่มาของชื่อนั้นมีที่มาที่ไปเช่นกัน โดยเป็นชื่อที่ได้นำเอาสถานที่และความเชื่อมาผสมผสานกัน เป็นชื่อที่ได้รับการตั้งขึ้นจาก Innocenti ที่ได้นำชื่อของ Lambrate ซึ่งเป็นชานเมืองของมิลาน ประเทศอิตาลี มาตั้งชื่อ และยังได้เป็นชื่อของแม่น้ำที่ไหลผ่านที่โรงงานด้วย จึงได้มีการตั้งชื่อนี้ขึ้นมาและที่สำคัญชื่อนี้ก็ยังเป็นชื่อของ “เทพดาน้ำ” ในตำนานที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำที่ไหลผ่านในอดีตอีกด้วย แต่ก็ทำให้ แลมเบรตต้า เป็นที่รู้จักกันมาจนถึงทุกวันนี้

เชื่อได้ว่าหลังจากนี้แล้วจะได้เห็นรุ่นใหม่ๆออกมาวิ่งให้ได้เห็นกันเยอะขึ้น รวมไปถึงการตกแต่งในสไตล์ที่เป็นแบบฉบับของตัวเองที่จะดึงเอาเอกลักษณ์หรือความเป็นตัวตนของตัวเองออกมาให้มากที่สุด เชื่อว่าจะทำให้สาวก แลมเบรตต้า ทั้งหลายจะได้กลับมาสร้างความสนุกและสีสันให้กับผู้ที่หลงใหลในความคลาสสิคลและประวัติอันยาวนานที่ไม่ใช่เพียงแค่รถสะสมเท่านั้น

ข้อมูลอ้างอิง : Wikpedia

ติดต่อสอบถามหรือพูดคุยกับเรา

inbox

LINE